ค้นหาข้อมูล  
 
 
 
บทความ
ปรับปรุงล่าสุด 25 ต.ค. 2549 | อ่าน 14085 ครั้ง

การศึกษาปริมาณพลังงานในอาหารว่างและขนมขบเคี้ยว

การศึกษาปริมาณพลังงานในอาหารว่างและขนมขบเคี้ยว
กลุ่มวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการ
กองโภชนาการ
ผู้รับผิดชอบโครงการและผู้วิจัย นางภัทธิรา  ยิ่งเลิศรัตนะกุล
ระยะเวลาดำเนินการ  ตุลาคม  2545 – กันยายน
  2546
บทคัดย่อ
          ปัจจุบันอาหารว่าง และขนมขบเคี้ยว มีจำหน่ายในประเทศมากมายหลายชนิด  และเป็นที่นิยมบริโภคกันอย่างแพร่หลาย   อาหารประเภทนี้ส่วนใหญ่มีส่วนประกอบหลักเป็น  แป้ง  ไขมัน  น้ำตาล  และเกลือ  ซึ่งจะให้    พลังงานค่อนข้างสูง  แต่คุณค่าทางโภชนาการอื่น ๆ ต่ำ  เมื่อรับประทานในปริมาณมาก  อาจก่อให้เกิดโรคอ้วนได้  กองโภชนาการได้ตระหนักถึงปัญหานี้  จึงได้ทำการศึกษาวิจัยถึงปริมาณพลังงานที่ได้จากอาหารเหล่านี้  เพื่อเป็น  ข้อมูลเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไปนำไปใช้เป็นประโยชน์ในการกำหนดปริมาณการรับประทานอาหารดังกล่าวอย่างเหมาะสม
          การศึกษาครั้งนี้ได้ศึกษาจากอาหารว่างและขนมขบเคี้ยวที่วางจำหน่ายในท้องตลาดจำนวน  8  กลุ่ม 39 ผลิตภัณฑ์  ได้แก่  กลุ่มผลิตภัณฑ์ข้าวเกรียบกุ้ง  กลุ่มผลิตภัณฑ์มันฝรั่งทอดกรอบ  กลุ่มผลิตภัณฑ์ข้าวโพดอบกรอบ  กลุ่มผลิตภัณฑ์ถั่วอบกรอบ  กลุ่มผลิตภัณฑ์เบเกอรี่   กลุ่มผลิตภัณฑ์ของทอด  กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารว่าง  กลุ่มผลิตภัณฑ์ขนมอบกรอบ  โดยสุ่มเก็บตัวอย่างจากร้านค้าประเภทซุปเปอร์มาร์เก็ต  ในเขตกรุงเทพมหานคร  และนนทบุรี  3 – 5  แห่ง   กลุ่มผลิตภัณฑ์ละ 3 – 7 เครื่องหมายการค้า    เครื่องหมายการค้าละ  2 – 3  รุ่นของการผลิต  รุ่นละ  3  บรรจุภัณฑ์   นำผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบหลักเหมือนกัน  หรือใกล้เคียงกันมารวมกันเป็น  Single  composite  sample  วิเคราะห์หาพลังงานโดยใช้เครื่องบอมบ์คาลอรีมิเตอร์
          ผลการศึกษาวิจัย  พบว่าทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ให้พลังงานคิดเป็นหน่วยกิโลแคลอรีค่อนข้างสูง  โดยให้พลังงานอยู่ระหว่าง 171 – 592 kcal / 100g  กลุ่มผลิตภัณฑ์เดียวกันให้ปริมาณพลังงานใกล้เคียงกัน  ยกเว้นกลุ่มผลิตภัณฑ์   เบเกอรี่ และกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารว่าง  เนื่องจากปริมาณน้ำในตัวของผลิตภัณฑ์มีผลต่อปริมาณพลังงาน  แต่เมื่อทำการเปรียบเทียบทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ทำการศึกษาครั้งนี้   กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ให้พลังงานสูงสุด คือกลุ่มผลิตภัณฑ์ถั่วอบกรอบให้พลังงาน  540 – 548 kcal / 100g   รองลงมาคือกลุ่มผลิตภัณฑ์ข้าวโพดอบกรอบให้พลังงาน 439 – 592 kcal / 100g  กลุ่มผลิตภัณฑ์ข้าวเกรียบกุ้ง ให้พลังงาน  508 – 526 kcal / 100g  กลุ่มผลิตภัณฑ์ขนมอบกรอบให้พลังงาน 435 – 554 kcal / 100g  กลุ่มผลิตภัณฑ์มันฝรั่งทอดกรอบให้พลังงาน   463 – 551 kcal / 100g   กลุ่มผลิตภัณฑ์     เบเกอรี่ ให้  พลังงาน  233 – 532 kcal / 100g   กลุ่มผลิตภัณฑ์ของทอดให้พลังงาน  345 – 488 kcal / 100g  และให้พลังงานน้อยที่สุดคือกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารว่าง  171 – 299  kcal / 100g     เมื่อทำการเปรียบเทียบต่อ  1  หน่วยบริโภค  ก็พบว่ากลุ่มผลิตภัณฑ์ถั่วอบกรอบยังคงให้ปริมาณพลังงานสูงสุด  216 – 219  kcal / 1 หน่วยบริโภค  เช่นกัน   รองลงมาคือกลุ่มผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ให้พลังงาน 128 – 272 kcal / 1 หน่วยบริโภค  กลุ่มผลิตภัณฑ์ข้าวโพดอบกรอบให้   พลังงาน  132 – 178 kcal / 1 หน่วยบริโภค   กลุ่มผลิตภัณฑ์ข้าวเกรียบกุ้งให้พลังงาน  152 – 158 kcal / 1 หน่วยบริโภค   กลุ่มผลิตภัณฑ์ขนมอบกรอบให้พลังงาน  131 – 166 kcal / 1 หน่วยบริโภค   กลุ่มผลิตภัณฑ์มันฝรั่งทอดกรอบให้พลังงาน  139 – 165 kcal / 1หน่วยบริโภค   กลุ่มผลิตภัณฑ์ของทอดให้พลังงาน  138 – 146 kcal / 1 หน่วยบริโภค   และกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ให้พลังงานต่อ  1  หน่วยบริโภคน้อยที่สุด คือ กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารว่าง  51 – 90 kcal / 1หน่วยบริโภค   เมื่อศึกษาพลังงานในอาหารต่อบรรจุภัณฑ์ที่เล็กสุดที่จำหน่ายในตลาด  หรือต่อชิ้นที่นับชิ้นขาย  พบว่าอาหารที่บรรจุเป็นถุงให้พลังงานระหว่าง  132 - 850  kcal / ถุง อาหารที่นับชิ้นขายให้พลังงานระหว่าง  16 – 317  kcal / ชิ้น    เมื่อเปรียบเทียบร้อยละของพลังงานที่ควรได้รับประจำวันตามข้อกำหนดของ DRI  พบว่าพลังงาน  ที่ได้รับจากกลุ่มผลิตภัณฑ์ถั่วอบกรอบ ,  กลุ่มผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ , กลุ่มผลิตภัณฑ์ข้าวโพดอบกรอบ , กลุ่มผลิตภัณฑ์ขนมอบกรอบ , กลุ่มผลิตภัณฑ์มันฝรั่งทอดกรอบ , กลุ่มผลิตภัณฑ์ข้าวเกรียบกุ้ง , กลุ่มผลิตภัณฑ์ของทอด และกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารว่าง  ให้พลังงานคิดเป็นร้อยละ  9 – 22  ,  6 – 19  ,  6 – 18  ,  6 – 17  ,  6 – 17  ,  7 – 16  ,   6 – 15  ,  2 – 9   ตามลำดับ  ซึ่งถ้าหากรับประทานอาหารว่างและขนมขบเคี้ยวในแต่ละวันมากเกินไป อาจทำให้ได้รับพลังงานเกินปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวัน
          การวิจัยครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ในการใช้เป็นแนวทางในการเลือกบริโภคเพื่อป้องกัน หรือ หลีกเลี่ยงการได้รับพลังงานส่วนเกิน  ก่อนจะนำไปสู่การเป็นโรคอ้วน หรือโรคชนิดไม่ติดเชื้อต่าง ๆ  ที่เป็นอันตรายต่อร่างกายอีกมากมาย
บทนำ 1.1   หลักการและเหตุผล
          การสำรวจภาวะอาหารและโภชนาการของประชาชนในกรุงเทพมหานคร  พ.ศ. 2546 – 2547  กองโภชนาการ     กรมอนามัย  พบว่าเด็กวัยเรียนอายุ  6 – 14  ปี  มีภาวะโภชนาการเกิน  ร้อยละ  19.9  มีภาวะโภชนาการต่ำกว่าเกณฑ์  ร้อยละ  4.5  และส่วนใหญ่มีพฤติกรรมชอบบริโภคขนมขบเคี้ยว  น้ำอัดลม  เกือบทุกวัน  ร้อยละ  32.8  ทุกวัน  ร้อยละ  26  มีพฤติกรรมนิยมบริโภคอาหารจานด่วนแบบตะวันตก  ร้อยละ  92.5  โดยกินเป็นบางวัน  ร้อยละ  49.4  กินทุกวันหรือเกือบทุกวัน  ร้อยละ  7.3  สำหรับกลุ่มวัยทำงานอายุ  15 – 59 ปี  มีพฤติกรรมชอบบริโภคขนมขบเคี้ยว  ร้อยละ  53.9  ดื่มน้ำอัดลมหรือน้ำหวาน ร้อยละ 67  จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นได้ว่าทั้งเด็ก และผู้ใหญ่วัยทำงานมีพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่ถูกหลักโภชนาการ  จำเป็นที่จะต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน  เพื่อขจัดปัญหาโรคไม่ติดเชื้อต่าง ๆ จากภาวะโภชนาการเกิน  เช่น  โรคอ้วน  โรคเบาหวาน  โรคไขมันในเลือดสูง  โรคความดัน  โรคเก๊าท์  โรคมะเร็ง ฯลฯ
โภชนาการเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการมีสุขภาพดี   ถ้ามีพฤติกรรมการบริโภคที่ถูกหลักโภชนาการจะทำให้ร่างกาย    ได้รับปริมาณสารอาหารที่เพียงพอกับความต้องการ  และมีความปลอดภัยจากโรคดังกล่าว   สำหรับอาหารเมื่อรับประทาน เข้าไปร่างกายจะทำการเผาผลาญเพื่อให้ได้พลังงานออกมาในรูปของ  ATP  เพื่อนำไปใช้ในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันเช่น  เดิน  นั่ง  ยืน  ฯลฯ  สารอาหารที่ให้พลังงานแก่ร่างกายได้แก่  คาร์โบไฮเดรท  โปรตีน  และไขมัน  โดยให้ปริมาณ  4 , 4 , และ  9  กิโลแคลอรีต่อ  1  กรัม  แต่ถ้าหากร่างกายใช้พลังงานเหล่านี้ไม่หมดก็จะเกิดการสะสมกลายเป็นไขมันใต้ชั้น  ผิวหนัง  นานวันเข้าทำให้อ้วนและเกิดเป็นโรคอ้วนได้ในที่สุด (1 , 2)
1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย
          เพื่อศึกษาปริมาณพลังงานในอาหารว่างและขนมขบเคี้ยว   รวบรวมผล และจัดทำเป็นเอกสารเผยแพร่สู่ประชาชน   เพื่อให้ประชาชนทั่วไป  และนักวิชาการใช้เป็นแนวทางในการเลือกรับประทาน  หรือกำหนดปริมาณอาหาร
1.3 ขอบเขตของการวิจัย
           ศึกษาปริมาณพลังงานในอาหารว่าง  และขนมขบเคี้ยว  โดยใช้เครื่องบอมบ์คาลอรีมิเตอร์ในการวิเคราะห์
1.4 คำจำกัดความ
          พลังงาน  หมายถึง    การเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมี  ของสารอาหารที่ย่อยแล้วภายในเซลล์ของร่างกาย   (Metabolisim) 
เพื่อให้ได้พลังงานออกมาในรูปของ  ATP สำหรับนำไปใช้ทำกิจกรรมต่าง ๆ  ในการดำรงชีวิตของร่างกาย  เช่น  การนั่ง   การยืน   การเดิน ฯลฯ (3 , 4)
1.5 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
  1. เป็นแหล่งข้อมูลด้านคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อให้ผู้บริโภคเลือกรับประทานผลิตภัณฑ์อาหารว่างและขนมขบเคี้ยวได้อย่างเหมาะสม
  2. เพื่อให้ผู้ปกครอง  เด็กนักเรียน  และประชาชนทั่วไป   ที่ชอบรับประทานอาหารว่างและขนมขบเคี้ยวในปริมาณมาก ๆ  ได้เกิดความตระหนักถึงการเลือกรับประทาน  เพื่อป้องกันภาวะโภชนาการเกิน
  3.  เพื่อใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนให้กับนักวิชาการกองโภชนาการและหน่วยงานอื่น ๆ สำหรับใช้ในงานวิจัยต่าง ๆ หรือให้คำปรึกษาด้านโภชนาการ
1.6 ข้อตกลงเบื้องต้น 1.   ปริมาณผลิตภัณฑ์อาหารว่าง  และขนมขบเคี้ยวที่คิดเทียบต่อ 1  หน่วยบริโภค  เพื่อหาร้อยละ  DRI  ของผลิตภัฒฑ์อ้างอิงตามหนังสือฉลากโภชนาการเพื่อสุขภาพดี ปี  2000 (5)  ดังนี้คือ
กลุ่มผลิตภัณฑ์ข้าวเกรียบกุ้ง                                   30  กรัม  ต่อ 1  หน่วยบริโภค
กลุ่มผลิตภัณฑ์มันฝรั่งทอดกรอบ                            30  กรัม  ต่อ 1  หน่วยบริโภค
กลุ่มผลิตภัณฑ์ข้าวโพดอบกรอบ                            30  กรัม  ต่อ 1  หน่วยบริโภค
กลุ่มผลิตภัณฑ์ถั่วอบกรอบ                                      40  กรัม  ต่อ 1  หน่วยบริโภค
กลุ่มผลิตภัณฑ์เบเกอรี่                                            30 - 55  กรัม  ต่อ  1  หน่วยบริโภค
กลุ่มผลิตภัณฑ์ของทอด                                          40  กรัม  ต่อ  1  หน่วยบริโภค
กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารว่าง                                        30  กรัม  ต่อ  1  หน่วยบริโภค
กลุ่มผลิตภัณฑ์ขนมอบกรอบ                                  30  กรัม  ต่อ  1  หน่วยบริโภค
2. น้ำหนักของผลิตภัณฑ์ต่อบรรจุภัณฑ์  หรือต่อชิ้น , ลูก , คู่
น้ำหนักต่อบรรจุภัณฑ์  คือ  น้ำหนักที่ระบุข้างภาชนะบรรจุ
น้ำหนักต่อชิ้น ,  ลูก ,  คู่  คือน้ำหนักเฉลี่ยต่อชิ้น
บทที่  3
วิธีการดำเนินการวิจัย
1. การสุ่มตัวอย่าง

ซื้อตัวอย่างจากร้านค้าประเภทซุปเปอร์มาร์เก็ต  ในเขตกรุงเทพมหานครและนนทบุรี  3 – 5  แห่ง  กลุ่มผลิตภัณฑ์ละ 3 – 7  เครื่องหมายการค้า    เครื่องหมายการค้าละ 2 – 3 รุ่น ของการผลิต   รุ่นละ  3  บรรจุภัณฑ์  แล้วทำ single  composite sample ในตัวอย่างที่มีส่วนประกอบเหมือนกัน  หรือใกล้เคียงกันมากตามที่ระบุไว้ที่ภาชนะบรรจุ    หากไม่ได้วิเคราะห์ทันที  เก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์อาหารว่าง  และขนมขบเคี้ยวในตู้แช่แข็งอุณหภูมิ – 20 0C   ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่ทำการศึกษาในครั้งนี้ได้แก่  กลุ่มผลิตภัณฑ์ข้าวเกรียบกุ้ง  กลุ่มผลิตภัณฑ์มันฝรั่งทอดกรอบ  กลุ่มผลิตภัณฑ์ข้าวโพดอบกรอบ  กลุ่มผลิตภัณฑ์ถั่วอบกรอบ  กลุ่มผลิตภัณฑ์เบเกอรี่   กลุ่มผลิตภัณฑ์ของทอด  กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารว่าง  กลุ่มผลิตภัณฑ์ขนมอบกรอบ

 2. การวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ
2.1   วิเคราะห์หาปริมาณพลังงานโดยใช้เครื่องบอมบ์คาลอรีมิเตอร์  Bomb  calorimeter(6)
2.2 วิเคราะห์หาปริมาณน้ำในตัวอย่าง โดยวิธี Drying  Method  ที่อุณหภูมิ  70 +  5 0C(7)
2.3 วิเคราะห์หาปริมาณโปรตีน  โดยวิธี  Kjeldahl  Method  โดยใช้เครื่อง  Kjeltec  หาปริมาณไนโตรเจน  และคำนวณค่าโปรตีนโดยใช้ค่า  Nitrogen X factor 6.25(8)
2.4 วิเคราะห์หาปริมาณไขมัน  โดยวิธี  Alkali  Hydrolysis Method(9)
2.5 วิเคราะห์หาปริมาณเถ้า โดยวิธี  Dry  ash  Method(10)
2.6 วิเคราะห์หาปริมาณคาร์โบไฮเดรท  โดยการคำนวณ  By  difference(11)
2.7 วิเคราะห์หาปริมาณพลังงาน  โดยการคำนวณจากปริมาณเป็นกรัมของโปรตีน  คาร์โบไฮเดรท และไขมัน  คูณด้วย  4 , 4 และ 9  ตามลำดับ  แล้วนำมารวมกัน (2.2 – 2.7  วิเคราะห์หาพลังงานโดยวิธีการคำนวณ)

3. การควบคุมคุณภาพการวิเคราะห์
การควบคุมคุณภาพการวิเคราะห์ของสารอาหารแต่ละชนิด  โดยการทำ  repeatability และ  In - house  control

 

บทที่  4

ผลการศึกษา

          จากการศึกษาปริมาณพลังงานในอาหารว่าง  และขนมขบเคี้ยว  (ตารางที่ 1)  พบว่าปริมาณพลังงานในอาหารว่างและขนมขบเคี้ยวมีปริมาณพลังงานค่อนข้างสูง  คืออยู่ในช่วงตั้งแต่ 171 – 592 kcal / 100 g ผลิตภัณฑ์ที่ให้พลังงานสูงสุดเรียงจากมากไปน้อยสุด  สิบอันดับแรกได้แก่  ป๊อปคอร์นรสเค็ม  ข้าวโพดอบกรอบคอนเน่   ขนมปังขาไก่   เวเฟอร์สอดไส้ครีมรสนม   มันฝรั่งทอดกรอบพริ้งเกิ้ล  ถั่วกระจก   ถั่วลิสงอบกรอบโก๋แก่   ถั่วลันเตาอบกรอบ สแนคแจ๊ค    โคลอนกูลิโกะ    และมันฝรั่งทอดกรอบปาปริก้า  โดยให้พลังงาน  ดังนี้คือ  592 ,  554 , 554 , 552 , 551 , 548 , 545 ,  540 , 540 , และ  536  kcal /  100 g  ตามลำดับ
          ปริมาณพลังงานในกลุ่มผลิตภัณฑ์ข้าวเกรียบกุ้ง  ที่มีส่วนประกอบหลักคล้าย ๆ กัน  อาจมีความแตกต่างกันบ้างตรงการปรุงรสและการแต่งกลิ่น  พบว่า ข้าวเกรียบกุ้งมโนราห์รสกุ้งให้พลังงานสูงสุดคือ  526  kcal / 100 g   รองลงมาคือ  ข้าวเกรียบกุ้งรสปลา  ข้าวเกรียบกุ้งรสปู  ข้าวเกรียบกุ้งคาลบี้รสดั้งเดิม  และข้าวเกรียบกุ้งฮานามิรสกุ้งให้พลังงานเรียงตามลำดับดังนี้คือ  524 , 514 ,  514 , และ  508  kcal / 100 g
          ปริมาณพลังงานระหว่างกลุ่มผลิตภัณฑ์มันฝรั่งทอดกรอบ  พบว่าปริมาณพลังงานมีความแตกต่างกัน  เนื่องจากส่วนประกอบของแป้งมันฝรั่งและปริมาณน้ำมันพืช หรือน้ำมันปาล์ม เป็นส่วนประกอบในแต่ละสูตรของผลิตภัณฑ์ไม่เท่ากัน หรือกรรมวิธีการผลิตที่แตกต่างกัน  จะเห็นได้ว่าผลิตภัณฑ์มันฝรั่งทอดกรอบพริ้งเกิ้ลให้พลังงานสูงสุดเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ชนิดอื่น ๆ ในกลุ่มเดียวกัน  ทั้งนี้เนื่องจากมีปริมาณของน้ำมันพืช หรือน้ำมันปาล์มเป็นส่วนประกอบถึงร้อยละ 35  ในขณะที่ผลิตภัณฑ์ชนิดอื่น ๆ ใช้น้ำมันเป็นส่วนประกอบในปริมาณที่น้อยกว่า  โดยมันฝรั่งเพริ้งเกิ้ล  ให้พลังงานสูงถึง  551  kcal / 100 g  รองลงมาคือมันฝรั่งทอดกรอบปาปริก้า  มันฝรั่งทอดกรอบเลย์  มันฝรั่งทอดกรอบปอมซิฟ     มันฝรั่งแท่งทอดกรอบแจ็ค  มันฝรั่งทอดกรอบโปเต้  และเฟรนซ์ฟายด์  ให้พลังงานเรียงตามลำดับ ดังนี้คือ  536 , 515 , 503 , 497 , 490  และ  463  kcal / 100 g
          ปริมาณพลังงานระหว่างกลุ่มผลิตภัณฑ์ข้าวโพดอบกรอบ พบว่าป๊อปคอร์นรสเค็ม ให้พลังงานสูงสุด  คือ  592 kcal / 100 g เนื่องจากการปรุงรสและแต่งกลิ่นด้วยเนยทำให้มีปริมาณไขมันค่อนข้างสูงกว่าผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ในกลุ่มเดียวกัน  รองลงมาคือข้าวโพดอบกรอบคอนเน่  ข้าวโพดอบกรอบคอร์นพัฟฟ์   และข้าวโพดเคลือบคาราเมลตามลำดับ  ดังนี้คือ  554 ,  533  และ  439  kcal / 100 g 
ปริมาณพลังงานระหว่างกลุ่มผลิตภัณฑ์ถั่วอบกรอบ  พบว่าให้พลังงานสูงกว่ากลุ่มผลิตภัณฑ์อื่น ๆ  เนื่องจากผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ประกอบด้วยถั่ว  น้ำมันพืช    น้ำตาล  และกะทิเป็นส่วนประกอบหลัก  ซึ่งปกติทั้งน้ำตาลและไขมันให้พลังงานค่อนข้างสูงอยู่แล้ว   ธรรมชาติของถั่วมีปริมาณโปรตีนและไขมันค่อนข้างสูง    อีกทั้งกรรมวิธีที่ใช้ในการผลิตได้มีการขจัดน้ำออกไปบ้างแล้ว  ทำให้ปริมาณน้ำในกลุ่มนี้ไม่ค่อยมีผลต่อการคำนวณค่า  พลังงาน    ดังนั้นผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้จึงให้พลังงานค่อนข้างสูงใกล้เคียงกันมาก  คือ  548 , 545 , 540  kcal / 100 g ตามลำดับ  ในถั่วกระจก  ถั่วลิสงอบกรอบโก๋แก่  และ ถั่วลันเตาอบกรอบสแน็คแจ๊ค
           ปริมาณพลังงานระหว่างกลุ่มผลิตภัณฑ์เบเกอรี่  พบว่าปริมาณพลังงานของแต่ละผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้มีความแตกต่างกันมาก  เนื่องจากส่วนประกอบหลักของแต่ละผลิตภัณฑ์ประกอบด้วย  นมสด  เนย  มาการีน  ไข่ไก่  แป้ง  น้ำตาล  ซอล์ทเทนนิ่ง  และความชื้น ในปริมาณที่แตกต่างกัน  โดยเฉพาะปริมาณความมากน้อยของน้ำมีผลทำให้ปริมาณพลังงานของแต่ละผลิตภัณฑ์มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด แม้ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ส่วนประกอบหลักมีปริมาณไขมันที่ค่อนข้างสูงกว่ากลุ่มอื่น ๆ แต่เนื่องจากปริมาณน้ำในขนมเหล่านี้มีปริมาณสูงกว่า ดังนั้นปริมาณพลังงานต่อ 100 กรัม  จึงต่ำกว่าผลิตภัณฑ์กลุ่มอื่นที่แห้งกรอบ    ผลิตภัณฑ์ที่ให้พลังงานสูงสุดในกลุ่มคือคุ้กกี้รสเนย   532  kcal / 100 g    เนื่องจากตัวผลิตภัณฑ์ค่อนข้างแห้งเพราะผ่านขบวนการอบกรอบมาแล้ว   ในขณะที่  ครัวซองต์    พายทูน่า  โดนัท    แยมโรล  และเอแคร์รส  วนิลลา  ตัวผลิตภัณฑ์ไม่ค่อนแห้งมากนัก  จึงทำให้ปริมาณพลังงานต่อ  100  กรัมไม่สูงมากนัก  โดยให้พลังงานดังนี้คือ  495 , 414 , 386 , 301  และ  233  kcal / 100 g    ตามลำดับ
          ปริมาณพลังงานระหว่างกลุ่มผลิตภัณฑ์ของทอด  พบว่าปริมาณพลังงานของผลิตภัณฑ์ไม่สูงมากนักแม้จะทอดด้วยน้ำมันพืชหรือน้ำมันปาล์มก็ตาม เนื่องจากอาหารในกลุ่มผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นของสดมีน้ำในปริมาณค่อนข้างสูงยกเว้นปาท๋องโก๋    ผลิตภัณฑ์ที่ให้พลังงานสูงสุดในกลุ่มนี้คือปาท๋องโก๋  โดยให้พลังงานถึง  488  kcal / 100 g  ในขณะที่กล้วยทอด  เผือกทอด  มันทอดให้พลังงานเพียง  381 , 354 , 345  kcal / 100 g  ตามลำดับ
          ปริมาณพลังงานระหว่างกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารว่าง  พบว่าผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ให้พลังงานต่ำสุด  เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้เป็นของสดมีน้ำในปริมาณค่อนข้างสูง  ปริมาณของพลังงานต่อ 100  กรัม  ของอาหารจึงน้อยกว่าผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอื่น   ผลิตภัณฑ์ที่ให้พลังงานสูงสุดในกลุ่มคือ  ขนมจีบไส้หมู  รองลงมาคือ  ซาลาเปาไส้หมู   ข้าวเกรียบปากหม้อ  สาคูไส้หมู  และ     ฮะเก๋าตามลำดับ  โดยให้ปริมาณพลังงานดังนี้คือ  299 , 266 , 213 , 211 , 171 kcal / 100 g 
          ปริมาณพลังงานในผลิตภัณฑ์กลุ่มขนมอบกรอบ  ซึ่งส่วนใหญ่ทำมาจากแป้งสาลี  น้ำตาล  เนย และไข่ไก่   พบว่าทุกชนิดให้พลังงานค่อนข้างสูงใกล้เคียงกันคือ  554 , 552 , 540 , 502 kcal / 100 g  ในขนมปังขาไก่  เวเฟอร์สอดไส้ครีมรสนม  โคลอนกูลิโกะ  และเครกเกอร์รสซีส  ตามลำดับ  ยกเว้นในขนมอบกรอบแบบแท่งกูลิโกะ  ให้พลังงานน้อยที่สุดคือ  435 kcal 100 g   เมื่อเปรียบเทียบส่วนประกอบจะเห็นได้ว่าส่วนประกอบหลักคล้ายกันทุกชนิดคือ ใช้แป้งสาลีเป็นส่วนประกอบหลัก  แต่ปริมาณการใช้มีความแตกต่างกันเล็กน้อยขึ้นอยู่กับสูตรของผลิตภัณฑ์แต่ละตัว
          ปริมาณพลังงาน 1 หน่วยบริโภค  พบว่ากลุ่มผลิตภัณฑ์ถั่วอบกรอบ (ถั่วลันเตาอบกรอบสแน็คแจ๊ค  ถั่วลิสงอบกรอบโก๋แก่  ถั่วกระจก)  (40  กรัม)   ให้พลังงาน  216 – 219 kcal   กลุ่มผลิตภัณฑ์เบเกอรี่  (เอแคร์รสวนิลา   แยมโรล   ครัวซองต์   พายทูน่า   โดนัท   คุ๊กกี้รสเนย)  (30 - 55  กรัม)  ให้พลังงาน 128 – 272 kcal   กลุ่มผลิตภัณฑ์ข้าวโพดอบกรอบ (คอนเน่  คอร์นพัฟฟ์  คาราเมล  ป๊อปคอร์น) (30 กรัม)  ให้พลังงาน 132 – 178 kcal  กลุ่มผลิตภัณฑ์ข้าวเกรียบกุ้ง (คาลบี้  มโนราห์รสกุ้ง  มโนราห์รสปู  มโนราห์รสปลา  ฮานามิ)  ( 30 กรัม) ให้พลังงาน  152 – 158  kcal   กลุ่มผลิตภัณฑ์ขนมอบกรอบ ( โคลอนกูลิโกะ   ขนมปังขาไก่   เครกเกอร์รส  ซีส  เวเฟอร์สอดไส้ครีมรสนม  ขนมอบกรอบแบบแท่งกูลิโกะ)  (30 กรัม)  ให้พลังงาน  131 – 166  kcal  กลุ่มผลิตภัณฑ์มันฝรั่งทอดกรอบ (เลย์  ปอมซิฟ  แจ็ค  ปาปริก้า  โปเต้  พริ้งเกิ้ล  เฟรนซ์ฟายด์ ( 30 กรัม)  ให้พลังงาน 147 – 165 kcal  กลุ่มผลิตภัณฑ์ของทอด (กล้วยทอด  มันทอด  เผือกทอด  ปาท๋องโก๋)  (40  กรัม)   ให้พลังงาน 138 – 146 kcal   กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารว่าง (ขนมจีบไส้หมู  ซาลาเปาไส้หมู  สาคูไส้หมู  ข้าวเกรียบปากหม้อ  ฮะเก๋า ( 30  กรัม)  ให้พลังงาน  51 – 90 kcal  ถ้าหากในแต่ละวันรับประทานมากกว่า 1 หน่วยบริโภคก็จะได้รับพลังงานเพิ่มมากขึ้นตามจำนวนการบริโภค  ซึ่งอาจทำให้ได้รับพลังงานมากเกินความต้องการของร่างกายได้ หากร่างกายไม่สามารถนำมาใช้ได้หมดก็จะเกิดการสะสมเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมใต้ชั้นผิวหนัง  และส่วนอื่น ๆ  ของร่างกาย  ส่งผลทำให้อ้วนได้ในที่สุด  อาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคชนิดไม่ติดเชื้อต่าง ๆ  เช่น  เบาหวาน  ความดัน  โรคหัวใจตีบตัน  ฯลฯ
ปริมาณพลังงานของอาหารว่างและขนมขบเคี้ยวต่อ 1  ชิ้น  สำหรับอาหารที่นับชิ้นขาย  หรือต่อ  1  ถุง / กล่อง (ขนาดถุง / กล่องเล็กที่สุด)  ในอาหารที่บรรจุเป็นถุงจำหน่าย  พบว่าอาหาร  1  ชิ้นให้พลังงานระหว่าง  16 – 317  กิโลแคลอรี  ส่วนอาหารที่บรรจุเป็นถุงให้พลังงานระหว่าง  132 – 850   กิโลแคลอรีต่อ  1  ถุง / กล่อง  ซึ่งจัดเป็นอาหารทีให้พลังงานค่อนข้างสูง ประกอบกับอาหารจำพวกนี้เวลารับประทานมักเกิดความเพลิดเพลินในขณะรับประทาน  ทำให้ผู้บริโภครับประทานได้เป็นจำนวนมาก  จนทำให้เกิดเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นจากข้อมูลเหล่านี้  ผู้บริโภคควรนำมาใช้พิจารณาว่าควรรับประทานอาหารเหล่านี้ในปริมาณเท่าใด  เพื่อไม่ให้เกิดโทษแก่ร่างกาย
          จากการศึกษาทั้ง 8  กลุ่มผลิตภัณฑ์   พบว่ากลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ให้ค่าพลังงานสูงสุดคือกลุ่มผลิตภัณฑ์ถั่ว   อบกรอบ   รองลงมาคือกลุ่มผลิตภัณฑ์ข้าวโพดอบกรอบ  กลุ่มผลิตภัณฑ์ข้าวเกรียบกุ้ง กลุ่มผลิตภัณฑ์ขนมอบกรอบ   กลุ่มผลิตภัณฑ์มันฝรั่งทอดกรอบ   กลุ่มผลิตภัณฑ์เบเกอรี่   กลุ่มผลิตภัณฑ์ของทอด   กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารว่างให้พลังงานน้อยที่สุด  โดยมีปริมาณพลังงานเรียงดังนี้คือ  544 , 530 , 517 , 517 , 508 , 394 , 392  และ  269  kcal / 100 g ตามลำดับ      
          ปริมาณพลังงานของอาหารว่างและขนมขบเคี้ยวที่ได้รับ  1  หน่วยบริโภค   คิดเป็นร้อยละของข้อกำหนดสารอาหารที่ควรได้รับประจำวัน (DRI)  (ตารางที่ 2)
          เด็กอายุ  1 – 3  ปี  รับประทานอาหารว่าง  และขนมขบเคี้ยว  1 หน่วยบริโภคในกลุ่ม  ผลิตภัณฑ์ข้าวเกรียบกุ้ง        กลุ่มผลิตภัณฑ์มันฝรั่งทอดกรอบ  กลุ่มผลิตภัณฑ์ข้าวโพดอบกรอบ  กลุ่มผลิตภัณฑ์ถั่วอบกรอบ  กลุ่มผลิตภัณฑ์เบเกอรี่        กลุ่มผลิตภัณฑ์ของทอด   กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารว่าง  และกลุ่มผลิตภัณฑ์ขนมอบกรอบ  จะได้รับพลังงานร้อยละ  15 - 16 , 14 - 17 ,        13 – 18 ,  22 ,  13 – 27  ,  14 – 15 , 5 – 9 , 13 – 17  ของ DRI  ตามลำดับ
          เด็กอายุ 4 – 5  ปี  รับประทานอาหารว่าง และขนมขบเคี้ยว  1 หน่วยบริโภคในกลุ่มผลิตภัณฑ์ข้าวเกรียบกุ้ง            กลุ่มผลิตภัณฑ์มันฝรั่งทอดกรอบ   กลุ่มผลิตภัณฑ์ข้าวโพดอบกรอบ  กลุ่มผลิตภัณฑ์ถั่วอบกรอบ   กลุ่มผลิตภัณฑ์เบเกอรี่      กลุ่มผลิตภัณฑ์ของทอด    กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารว่าง   และกลุ่มผลิตภัณฑ์ขนมอบกรอบ   จะได้รับพลังงานร้อยละ  12 - 13 , 11 - 13 , 11 – 14 , 17 - 18 , 10 – 22  ,  11 – 12 , 4 – 7 , 11 – 13  ของ DRI    ตามลำดับ
          เด็กอายุ 6 – 8 ปี  รับประทานอาหารว่าง และขนมขบเคี้ยว 1 หน่วยบริโภคในกลุ่ม  ผลิตภัณฑ์ข้าวเกรียบกุ้ง            กลุ่มผลิตภัณฑ์มันฝรั่งทอดกรอบ   กลุ่มผลิตภัณฑ์ข้าวโพดอบกรอบ  กลุ่มผลิตภัณฑ์ถั่วอบกรอบ   กลุ่มผลิตภัณฑ์เบเกอรี่      กลุ่มผลิตภัณฑ์ของทอด   กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารว่าง   และกลุ่มผลิตภัณฑ์ขนมอบกรอบ   จะได้รับพลังงานร้อยละ  11 , 10 - 12 ,  9 - 13 , 15 – 17 , 9 – 19 , 10 – 11 , 4 – 6 , 9 – 12  ของ  DRI   ตามลำดับ
          เด็กอายุ 9 – 12  ปี รับประทานอาหารว่าง และขนมขบเคี้ยว 1 หน่วยบริโภคในกลุ่มผลิตภัณฑ์ข้าวเกรียบกุ้ง            กลุ่มผลิตภัณฑ์มันฝรั่งทอดกรอบ   กลุ่มผลิตภัณฑ์ข้าวโพดอบกรอบ   กลุ่มผลิตภัณฑ์ถั่วอบกรอบ   กลุ่มผลิตภัณฑ์เบเกอรี่     กลุ่มผลิตภัณฑ์ของทอด  กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารว่าง   และกลุ่มผลิตภัณฑ์ขนมอบกรอบ  ในเด็กผู้ชายจะได้รับพลังงานร้อยละ  9 , 8 - 10 ,  8 - 11,  13 ,  8 – 16 , 8 – 9 , 3 – 5 ,  8 - 10  ของ DRI   ตามลำดับ  ส่วนในเด็ก    ผู้หญิงได้รับพลังงาน  ร้อยละ  10 ,  9 – 10 , 8 – 11 ,  14 , 8 – 17 , 9 – 10 ,  3 – 6 ,  8 – 10  ตามลำดับ
          เด็กอายุ 13 – 15  ปี  รับประทานอาหารว่าง  และขนมขบเคี้ยว 1 หน่วยบริโภคในกลุ่มผลิตภัณฑ์ข้าวเกรียบกุ้ง       กลุ่มผลิตภัณฑ์มันฝรั่งทอดกรอบ  กลุ่มผลิตภัณฑ์ข้าวโพดอบกรอบ  กลุ่มผลิตภัณฑ์ถั่วอบกรอบ  กลุ่มผลิตภัณฑ์เบเกอรี่        กลุ่มผลิตภัณฑ์ของทอด   กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารว่าง   และกลุ่มผลิตภัณฑ์ขนมอบกรอบ  ในเด็กผู้ชายจะได้รับพลังงานร้อยละ  7 - 8 , 7 - 8 ,  6 - 9,  10 ,  6 – 13 , 7 , 2 – 4 ,  6 - 8  ของ  DRI   ตามลำดับ   ส่วนในเด็กผู้หญิงได้รับพลังงานร้อยละ  8 – 9 ,  8 – 9 , 7 – 10 ,  12 , 7 – 15 ,  8 ,  3 – 5 ,  7 – 9  ตามลำดับ
           เด็กอายุ 16 – 18  ปี รับประทานอาหารว่าง และขนมขบเคี้ยว  1  หน่วยบริโภคในกลุ่มผลิตภัณฑ์ข้าวเกรียบกุ้ง       กลุ่มผลิตภัณฑ์มันฝรั่งทอดกรอบ  กลุ่มผลิตภัณฑ์ข้าวโพดอบกรอบ   กลุ่มผลิตภัณฑ์ถั่วอบกรอบ   กลุ่มผลิตภัณฑ์เบเกอรี่      กลุ่มผลิตภัณฑ์ของทอด   กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารว่าง   และกลุ่มผลิตภัณฑ์ขนมอบกรอบ ในเด็กผู้ชายจะได้รับพลังงานร้อยละ  7 , 6 - 7 ,  6 – 8 ,  9 - 10 ,  6 – 12 ,  6 – 7 , 2 – 4 ,  6 - 7  ของ  DRI   ตามลำดับ   ส่วนในเด็กผู้หญิงได้รับพลังงานร้อยละ  8 - 9 ,  8 – 9 , 7 – 10 ,  12 , 7 – 15 , 8 ,  3 – 5 ,  7 – 9  ตามลำดับ
          ผู้ใหญ่อายุ 19 – 30 ปี รับประทานอาหารว่าง และขนมขบเคี้ยว  1  หน่วยบริโภคในกลุ่มผลิตภัณฑ์ข้าวเกรียบกุ้ง    กลุ่มผลิตภัณฑ์มันฝรั่งทอดกรอบ  กลุ่มผลิตภัณฑ์ข้าวโพดอบกรอบ  กลุ่มผลิตภัณฑ์ถั่วอบกรอบ  กลุ่มผลิตภัณฑ์เบเกอรี่        กลุ่มผลิตภัณฑ์ของทอด   กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารว่าง   และกลุ่มผลิตภัณฑ์ขนมอบกรอบ ในเพศชายจะได้รับพลังงานร้อยละ  7 ,  7 - 8 ,  6 – 8 ,  10 ,  6 – 13 ,  6 – 7 ,  2 – 4 ,  6 - 8  ของ  DRI   ตามลำดับ   ส่วนในเพศหญิงได้รับพลังงานร้อยละ  9 ,  8 – 9 ,  8 – 10 ,  12 – 13 ,  7 – 16 , 8 – 9 ,  3 – 5 ,  8 – 10  ของ  DRI   ตามลำดับ
          ผู้ใหญ่อายุ 31 – 50 ปี รับประทานอาหารว่าง และขนมขบเคี้ยว  1  หน่วยบริโภคใน  กลุ่มผลิตภัณฑ์ข้าวเกรียบกุ้ง  กลุ่มผลิตภัณฑ์มันฝรั่งทอดกรอบ  กลุ่มผลิตภัณฑ์ข้าวโพดอบกรอบ  กลุ่มผลิตภัณฑ์ถั่วอบกรอบ  กลุ่มผลิตภัณฑ์เบเกอรี่        กลุ่มผลิตภัณฑ์ของทอด   กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารว่าง  และกลุ่มผลิตภัณฑ์ขนมอบกรอบ ในเพศผู้ชายจะได้รับพลังงานร้อยละ  7 - 8 , 7 - 8 ,  6 – 9 ,  10 ,  6 – 13 ,  7,  2 – 4 ,  6 - 8  ของ  DRI   ตามลำดับส่วนในเพศหญิงได้รับพลังงาน ร้อยละ  9 ,  8 – 9 ,  8 – 10 ,  12 – 13 , 7 – 16 , 8 – 9 ,  3 – 5 ,  8 – 10   ของ  DRI   ตามลำดับ
          ผู้ใหญ่อายุ 51 – 70 ปี รับประทานอาหารว่าง และขนมขบเคี้ยว  1  หน่วยบริโภคใน   กลุ่มผลิตภัณฑ์ข้าวเกรียบกุ้ง   กลุ่มผลิตภัณฑ์มันฝรั่งทอดกรอบ   กลุ่มผลิตภัณฑ์ข้าวโพดอบกรอบ  กลุ่มผลิตภัณฑ์ถั่วอบกรอบ  กลุ่มผลิตภัณฑ์เบเกอรี่       กลุ่มผลิตภัณฑ์ของทอด   กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารว่าง  และกลุ่มผลิตภัณฑ์ขนมอบกรอบ ในเพศ  ผู้ชายจะได้รับพลังงานร้อยละ  7 - 8 , 7 - 8 ,  6 – 9 ,  10 ,  6 – 13 ,  7,  2 – 4 ,  6 - 8  ของ  DRI   ตามลำดับ       ส่วนในเพศหญิงได้รับพลังงานร้อยละ  9 ,  8 – 9 ,  8 – 10 ,  12 – 13 , 7 – 16 , 8 – 9 ,  3 – 5 ,  8 – 10 ของ  DRI  ตามลำดับ
          ผู้ใหญ่อายุ > 71 ปี รับประทานอาหารว่าง และขนมขบเคี้ยว  1  หน่วยบริโภคในกลุ่ม ผลิตภัณฑ์ข้าวเกรียบกุ้ง        กลุ่มผลิตภัณฑ์มันฝรั่งทอดกรอบ  กลุ่มผลิตภัณฑ์ข้าวโพดอบกรอบ   กลุ่มผลิตภัณฑ์ถั่วอบกรอบ  กลุ่มผลิตภัณฑ์เบเกอรี่       กลุ่มผลิตภัณฑ์ของทอด  กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารว่าง  และกลุ่มผลิตภัณฑ์ขนมอบกรอบ ในเพศผู้ชายจะได้รับพลังงานร้อยละ  9 , 8 - 9 ,  8 – 10 ,  12 - 13 ,  7 – 16 ,  8 – 9 , 3 – 5 ,  8 - 10  ของ DRI   ตามลำดับ   ส่วนในเพศหญิงได้รับลังงานร้อยละ  10 ,  9 – 11 ,  9 – 12 , 14 , 8 – 18 , 9 – 10 ,  3 – 6 , 9 – 11  ของ  DRI  ตามลำดับ

 บทที่  5
สรุปผลและข้อเสนอแนะ

          การศึกษาปริมาณพลังงานในอาหารว่างและขนมขบเคี้ยวครั้งนี้ ทำการสุ่มเก็บตัวอย่างจากร้านค้าประเภทซุปเปอร์มาร์เก็ต  ในเขตกรุงเทพฯ  และนนทบุรี  3 – 5  แห่ง   กลุ่มผลิตภัณฑ์ละ  3 – 7  เครื่องหมายการค้า  เครื่องหมายการค้าละ  2 – 3  รุ่นของการผลิต  รุ่นละ  3  บรรจุภัณฑ์  นำผลิตภัณฑ์ที่ส่วนประกอบเหมือนกัน  หรือใกล้เคียงกันมาทำเป็น  single  composites  sample  วิเคราะห์หาพลังงานโดยใช้เครื่องบอมบ์คาลอรีมิเตอร์  จำนวนตัวอย่างที่ทำการศึกษาทั้งหมด  39  ตัวอย่าง  โดยแบ่งเป็น 8 กลุ่มผลิตภัณฑ์ตามส่วนประกอบหลักดังนี้คือกลุ่มผลิตภัณฑ์ข้าวเกรียบกุ้ง  กลุ่มผลิตภัณฑ์มันฝรั่งทอดกรอบ  กลุ่มผลิตภัณฑ์ข้าวโพดอบกรอบ  กลุ่มผลิตภัณฑ์ถั่วอบกรอบ  กลุ่มผลิตภัณฑ์เบเกอรี่  กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารว่าง  กลุ่มผลิตภัณฑ์ของทอด  และกลุ่ม   ผลิตภัณฑ์ขนมอบกรอบ  โดยแต่ละผลิตภัณฑ์มีส่วนประกอบหลักเป็น  แป้ง  ไขมัน  น้ำตาล  และเกลือ จากการวิเคราะห์  พบว่าเกือบทุกตัวอย่างให้พลังงานค่อนข้างสูง  แต่คุณค่าทางโภชนาการอื่น ๆ ต่ำ   กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ให้พลังงานสูงสุดคือกลุ่มผลิตภัณฑ์ถั่วอบกรอบ  (540 – 545 kcal / 100 g)  รองลงมาคือกลุ่มผลิตภัณฑ์ข้าวโพดอบกรอบ  (439 – 592  kcal / 100 g)  กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ให้พลังงานน้อยที่สุดคือกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารว่าง  (171 – 299  kcal / 100 g)  กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ให้พลังงานระดับกลาง ๆ  คือกลุ่มผลิตภัณฑ์ข้าวเกรียบกุ้ง  (508 – 526 kcal / 100 g)  กลุ่มผลิตภัณฑ์ขนมอบกรอบ  (502 – 554 kcal / 100 g)  กลุ่มผลิตภัณฑ์มันฝรั่งทอดกรอบ  (436 – 551 kcal / 100 g)     กลุ่มผลิตภัณฑ์เบเกอรี่  (233 – 532  kcal / 100 g)  และกลุ่มผลิตภัณฑ์ของทอด (345 – 488  kcal / 100 g)   
เมื่อศึกษาต่อ  1  หน่วยบริโภคในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์  พบว่ากลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ให้พลังงานสูงสุดคือกลุ่มผลิตภัณฑ์ถั่วอบกรอบ (216 –219 kcal / 1หน่วยบริโภค)  รองลงมาคือกลุ่มผลิตภัณฑ์เบเกอรี่  (128 – 272  kcal / 1 หน่วยบริโภค)  และกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ให้พลังงานต่อ  1  หน่วยบริโภคน้อยที่สุดคือกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารว่าง  (51 – 90 kcal / 1 หน่วยบริโภค)  และได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบร้อยละ  DRI   ที่ควรได้รับประจำวันในแต่ละกลุ่มอายุก็พบว่าในอาหารขนมขบเคี้ยวบางชนิด  1  หน่วยบริโภค  ให้พลังงานถึงร้อยละ  15 – 20  ของ  DRI    ในเด็ก  1 – 3  ขวบ
          เมื่อศึกษาต่อบรรจุภัณฑ์ หรือต่อชิ้น  พบว่าอาหารที่บรรจุเป็นถุง หรือกล่องขายให้พลังงานระหว่าง  132 – 850  kcal  ในขณะที่อาหารที่นับชิ้นขายให้พลังงานระหว่าง  16 – 317  kcal  จัดว่าเกือบทุกผลิตภัณฑ์เป็นอาหารที่ให้พลังงานค่อนข้างสูง  ขณะรับประทานมักเกิดความเพลินเพลิดทำให้รับประทานได้เป็นจำนวนมาก  จนทำให้เกิดโรคเป็นโรคอ้วนได้
          จากการศึกษาครั้งนี้พบว่าทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ให้พลังงานค่อนข้างสูง  แต่คุณค่าทางโภชนาการของสารอื่น ๆ ต่ำเนื่องจากส่วนประกอบหลักของแต่ละผลิตภัณฑ์เหล่านี้ประกอบด้วย  แป้ง ไขมัน  น้ำตาล  และเกลือเป็นส่วนใหญ่ ถ้าหากบริโภคอาหารว่างและขนมขบเคี้ยวในแต่ละวันมากเกินไป อาจทำให้ได้รับพลังงานส่วนเกินมากเกินความต้องการของร่างกายได้ หากร่างกายไม่สามารถใช้ได้หมด  ก็จะเกิดการสะสมเป็นไขมันใต้ชั้นผิวหนังมากขึ้นเรื่อย ๆ  จนในที่สุดทำให้ร่างกายอ้วน  และเกิดเป็นโรคอ้วนได้ในที่สุด  ซึ่งผลที่ตามมาทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ อีกมากมาย  ดังนั้นการศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นประโยชน์อย่างมาก  ในการใช้เป็นแนวทางสำหรับเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์    ดังกล่าวให้เหมาะสมกับความต้องการพลังงานของร่างกาย

ข้อเสนอแนะ
จากข้อมูลการศึกษาเรื่องพลังงานของอาหารว่างและขนมขบเคี้ยว  มีข้อควรพิจารณาเพื่อเป็นแนวทางในการเลือกบริโภคอาหารดังนี้คือ

1.   ควรพิจารณาแนะนำการบริโภคอาหารว่างและขนมขบเคี้ยวในกลุ่มเด็ก  และวัยรุ่นในแต่ละวันไม่ให้มากเกินกว่าวันละ  2  มื้อ  เพราะอาจทำให้ได้รับพลังงานจากอาหารว่างและขนมขบเคี้ยวมากเกินความต้องการของร่างกาย  ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์จากอาหารมื้อหลักลดลง  อีกทั้งราคาก็ค่อนข้างแพงมากเมื่อกับปริมาณสารอาหารที่เป็นประโยชน์ที่ควรได้รับ
2.   ควรเลือกรับประทานอาหารว่างแบบไทย ๆ จะดีกว่า  เนื่องจากอาหารเหล่านี้ต้องรับประทานกับผัก  ทำให้ได้รับใยอาหาร  วิตามินและเกลือแร่จากผัก  ในขณะที่อาหารว่างประเภทเบเกอรี่และขนมขบเคี้ยวให้พลังงานจากไขมัน  แป้ง  น้ำตาล  รวมทั้งเกลือในปริมาณค่อนข้างสูง  ซึ่งถ้ารับประทานบ่อย ๆ อาจทำให้มีภาวะไขมันสะสมในร่างกายก่อให้เกิดโรคอ้วนได้ง่าย  และโรคอ้วนเป็นสาเหตุสำคัญในการนำไปสู่ปัญหาสุขภาพอื่น ๆ เช่น  โรคเบาหวาน  โรคความดัน  โรคไขมันในเส้นเลือดอุดตัน  โรคหัวใจตีบตัน  โรคเก๊าท์ ฯลฯ
3.   ควรมีการแนะนำกลุ่มเด็กและวัยรุ่น  ให้มีความรู้และศึกษาข้อมูลด้านคุณค่าทางโภชนาการข้างบรรจุภัณฑ์  ในการเลือกซื้อหรือเลือกรับประทานอาหาร  เพื่อป้องกันภาวะโภชนาการเกินก่อนวันอันสมควร
4.   ผู้ปกครองและโรงเรียนควรส่งเสริมให้เด็กได้ออกกำลังกาย  เพื่อพัฒนาร่างกายต่อเนื่องและสม่ำเสมออย่างน้อย  3 – 4  วันต่อสัปดาห์  วันละ  30  นาที
5.   พยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหาร  โดยรับประทานอาหารหลักให้ครบ  3  มื้อ  ในแต่ละมื้อให้มีความหลากหลายครบทั้ง  5  หมู่  เพื่อร่างกายจะได้รับสารอาหารต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายได้ครบ  ในปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย  โดยปฏิบัติตามโภชนบัญญัติ  9  ประการ  และแนวทางบริโภคตามธงโภชนาการ

เอกสารอ้างอิง

  1. กองโภชนาการ  กรมอนามัย    รายงานภาวะอาหารและภาวะโภชนาการ  ของประชาชนในกรุงเทพมหานคร  พ.ศ.  2546 – 2547 ;  97 .
  2. รัตนา  พากเพียรกิจวัฒนา  สมใจ  วิชัยดิษฐ์  “อาหารพลังงาน”  วารสารโภชนาการ  2542 ;   16 – 23.
  3. วินัย  ดะห์ลัน  และคณะ  โภชนาการพื้นฐาน  ใน  :  อาหารโภชนาการและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร  กรุงเทพมหานคร :   ฝ่ายเอกสารและตำราคณะเวชศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ,  2544    ;  21 – 26
  4. ศศิเกษม  ทองยงค์  ,  พรรณี  เดชกำแหง   เคมีอาหารเบื้องต้น  2530 ; 41 – 58 .
  5. สมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนะราชสุดา ฯ  สยามบรมราชกุมารี  ,สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ,  กองโภชนาการ  กรมอนามัย   ,  สถาบันวิจัยโภชนาการ  มหาวิทยามหิดล  การประชุมเชิงปฏิบัติการ  เรื่อง  “  ฉลากโภชนาการเพื่อสุขภาพดีปี  2000 ,  2544.
  6. Operatinf  instructions  GB / USA IKA – calorimeter  system  C 5000  control  C  5000  Duo – control.
  7. Thomas  R.  Mulvaney ,  Chapter  editor ,   Chater 7.  animal  feed  :  moisture  in  animal  feed  .  In William  S.,  editor  Official  Methods  of   Analysis  of  AOAC  14  th  ed.  Verginia  :  AOAC  inc.,  1984 ; official  method  7.003 , p 152.
  8. Far  East  laboratories  and  Training  Center.  Composition  Analysis  Seminar  Support  Metrial  of  Tecator.  Bangkok , 1994 : 13 – 27
  9. Clyde  E.  Jone,  Chapter  editor.  Chapter 7.  animal  feed:  Fat (curde)  or  ether  extract  in  dried  milk  products.  In  :  William  S.,  editor.  Official  Methods  of  Analysis  of  AOAC  14  th  ed.  Verginia  :  AOAC  inc.,  1984 ;  Official  Method  7.064 , p 160.
  10. Chaptor  16  Dairy  products : ashof  milk ,  In :  William  S.,  editor.  Official  Methods  of  Analysis  of  AOAC  14  th  ed.  Verginia  :   AOAC  inc.,  1984 ;Official  method  16.035 , p 281.
  11. กองโภชนาการ  กรมอนามัย  กระทรวงสาธารณสุข   ตารางแสดงคุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย  กรุงเทพมหานคร :  โรงพิมพ์องค์การทหารผ่านศึก , 2535 : 5